วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สิ้น“หลวงปู่ขุ้ย”เกจิดังละสังขารสงบ

สิ้นหลวงปู่ขุ้ย เกจิชื่อดังแห่งวัดซับตะเคียน เพชรบูรณ์ ละสังขารสงบด้วยโรคติดเชื้อในกระแสเลือด

เมื่อวันนี้ (26 ส.ค.) เวลา 15.07 น. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากคณะแพทย์ รพ.เพชรบูรณ์ ว่า หลวงปู่ขุ้ย ฐิตฺธัมโม วัดซับตะเคียน อ.หนองไผ่ ได้ละสังขารอย่างสงบด้วยโรคติดเชื้อในกระแสโลหิต ที่ห้องไอซียู อาคาร 50 ปี รวมอายุ 90 ปี 68 พรรษาหลังเข้ารับการรักษาตัวมานานตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย.2554 ทั้งนี้หลังทราบข่าวการละสังขารของหลวงปู่ขุ้ย บรรดาศิษยานุศิษย์ต่างแห่แหนเดินทางมาเคารพศพอย่างเนืองแน่น

นายชัยเจริญ สมจิตร อายุ 54 ปี ลูกศิษย์คนหนึ่งของหลวงปู่ขุ้ย กล่าวว่า ขณะนี้คณะศิษย์ได้หารือโดยจะนำสังขารหลวงปู่ไปบำเพ็ญกุศล กำหนดสวดพระอภิธรรม 100 วัน ที่วัดซับตะเคียน อ.หนองไผ่ ส่วนจะเก็บศพหลวงปู่ไว้หรือจะขอพระทานเพลิงศพหรือไม่นั้น อยู่ในระหว่างหารือกับคณะกรรมการวัด และพระชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนฟังความประสงค์จากชาวบ้านด้วย

สำหรับหลวงปู่ขุ้ย เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง เป็นศิษย์เอกสืบสายวิทยาคมจากพระครูวิชิตพัชราจารย์ หรือ หลวงพ่อทบ วัดชนแดน อดีตพระเกจิชื่อดังแห่งเมืองเพชรบูรณ์ เป็นพระภิกษุที่มีใจใฝ่ปฏิบัติธรรมและรักษาธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังเป็นพระนักปฏิบัติที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันหลวงปู่ขุ้ย ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดซับตะเตียน ต.ท่าด้วง อ.หนองไผ่ โดยช่วงปี พ.ศ.2517 หลวงปู่ขุ้ย ได้เดินธุดงควัตรตามแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์ มุ่งหน้าขึ้นทิศตะวันออก ในที่สุดเดินทางมายังบ้านท่าด้วง ได้เล็งเห็นความเจริญที่จะเกิดขึ้นแก่หมู่บ้านนี้ในอนาคต จึงหยุดธุดงค์และชักชวนชาวบ้านสร้างวัดขึ้นที่หมู่บ้านซับตะเคียน ทั้งนี้ ก่อนการละสังขารหลวงปู่ขุ้ย และคณะศิษย์ได้สร้างวัตถุมงคลจำนวนมาก อาทิ พระกริ่ง เหรียญ รูปหล่อเหมือน ตลอดจนเครื่องรางต่างๆ จนท่านมีชื่อเสียงโด่งดังเมื่อวัตถุมงคลหลายรุ่นมีประสบการณ์ทั้งทางแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี และเมตตามหานิยม เป็นต้น

แหล่งข่าวเดลินิวส์

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สายตรง คนนิยมพระ วันที่ 22 พฤษภาคม 2554

“สายตรงคนนิยมพระ” อาทิตย์ที่ ๒๒ พฤษภาคม อีกเดือนครึ่ง “สังคมไทย” จะมี เลือกตั้งใหญ่ อีกหนเพื่อหา “ผู้อาสา” มาทำงานเพื่อ พัฒนาชาติ ให้ก้าวหน้าแต่เท่าที่ดู รายชื่อ ผู้อาสาทั้งหลายขอเรียนว่า “ผิดหวัง” เป็นครั้งที่ ห้าร้อย เนื่องจากผู้อาสาแต่ละรายล้วน “หน้าเก่า” ที่ยอดเยี่ยมกับพัฒนาชาติไปสู่ความ “ย่อยยับ” และเก่งฉกาจด้านให้พวกพ้อง “คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” ซึ่งแม้จะมี “หน้าใหม่” แจมเข้ามาบ้างแค่เห็นหน้าก็รู้ว่าเป็น “ทายาท” ของนักการเมืองหน้าเก่าที่ จูงมาสืบทอด อุดมการณ์ เป็นรุ่น ๆ เนื่องจากนักอาสาพวกนี้ไม่กลัว คำสาปแช่ง ของชาวบ้านมาแต่ไหนแต่ไร “ตะวันบูรพา” จึงขอตะโกนเตือน “ผู้มีสิทธิลงคะแนน” จะเลือกใครมาพัฒนาชาติต้องเลือกพวก “เลวน้อยที่สุด” แม้จะหาได้ น้อยมาก ก็ยังดีกว่าเลือกพวกหน้าเก่า ๆ ที่หลายคน ใกล้เข้าโลง แต่ก็ยังไม่ยอมวางมือ กลับมาคึกคักอีกหน วงการพระ เพราะเป็นประเพณีมี เลือกตั้ง ทีไรวงการนี้คึกคักทันตาเห็นจาก เงิน ของ นักกิน...เอ๊ย...นักการเมือง สะพัดมาถึงเพราะหลายสิบคนซื้อพระเพื่อ คุ้มครองตัว จาก “ไข้โป้ง” ที่ปีนี้แค่เริ่มต้นก็มีนักการเมืองเกือบเอาชีวิตไป สังเวยเลือกตั้ง กันแล้วเนื่องจาก กฎหมายไทย พวกโจรไม่เกรงกลัวเลย ได้แต่เห็นใจตำรวจทาง ภาคเหนือ และ ภาคใต้ ที่โดนโจร ก่อการร้าย รวมทั้ง ค้ายาเสพติด ปลิดชีวิตไปคนแล้วคนเล่าขณะที่ ตำรวจเมือง อย่าง สายตรวจ ๑๙๑ อดีตเคยเป็นที่พึ่งพาของชาวบ้านแต่ พ.ศ.นี้ สร้างเรื่องน่าอับอายให้เล่าขานเพราะตั้งหน้าจับเฉพาะชาว เวียดนาม และ พม่า ที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นทำงานเป็น เด็กเสิร์ฟ รายได้เดือนละไม่กี่พัน ซึ่งหากจับแล้วส่งตัว กลับบ้าน ตามกฎหมาย หนีเข้าเมือง ก็ไม่เป็นไรแต่กลับจับเพื่อแลก รายละสามพัน ก็ปล่อยตัวไปแล้วรอเดือนหน้า จับอีก หากินง่ายดีเพราะคนหนีเข้าเมือง ร้องไม่ได้ ไม่ต้องไปเสี่ยงให้ โจรยิงเอา เหมือนตำรวจภาคเหนือและภาคใต้นี่ละ กฎหมายไทย เอื้อการหากินของตำรวจเป็นผลให้ โจรไม่กลัวเกรง พูดถึงตำรวจก็นึกถึงงาน “ประกวดพระ” วันนี้มีรายการประกวดบน ชั้น ๘ ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน ซึ่งจัดโดย “นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น ๒๙” ที่มีนายตำรวจใหญ่ “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” เป็นที่ปรึกษา “พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว” เป็นประธานจัดจึงขอเชิญ นักล่ารางวัล ไปร่วมด้วยช่วยกันเผื่อท่านจะ ปรามลูกน้อง อย่าทำเรื่อง เลวทราม กันมากเลย หันมาชม “พระแท้พระสวย” ที่เป็น “องค์ครู” ประเดิมด้วย “พระพุทธรูปสิงห์หนึ่งยุคต้น” ที่แม้จะมีขนาดหน้าตัก “๕ นิ้ว” แต่ราคาก็ทะลุสู่ หลักล้าน เพราะเป็นฝีมือ “ช่างหลวง” ที่ปั้นได้งดงามส่วนอายุประมาณ ๘๐๐ปี แต่เจ้าของเดิมรักษาดีมากจึงเข้าตานักซื้อมือหนัก “เทพ กำแพง” เลยนิมนต์มาบูชาซะเลย ให้ชมอีกสององค์ “ยอดพระปิดตา” แห่งเมืองนนทบุรีที่ราคาทะลุ หลักล้าน เช่นกันแถม “เสี่ยเทพ กำแพง” ก็เพิ่งนิมนต์มาจากแหล่งเดียวกันกับ “พระพุทธรูป” องค์บนคือ “พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูงเนื้อผงคลุกรัก” องค์แรก “พิมพ์ชะลูด” องค์ที่สอง “พิมพ์ตะพาบ” ถ้าพูดถึงสภาพแล้วขอเรียนว่า “แชมป์” ทั้งคู่ก็แล้วกัน องค์นี้ยิ่งต้องให้ชม “พระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์พิมพ์เศียรปลาไหล” เพราะเป็นยอดพระปิดตา เมืองชลบุรี ที่พบเห็นน้อยมากอีกทั้งสร้างด้วย “เนื้อผงคลุกรัก” เช่นกันอดีตเคยเป็นสมบัติของท่านผู้การปากน้ำ “พล.ต.ต.จิตติ รอดบางยาง” ปัจจุบันเปลี่ยนมือเป็นของพระเอกนักสะสม “อัครนันท์” อีกสององค์ที่พระเอก “อัครนันท์” นิมนต์มาจากเมืองปากน้ำ “พระพุทธชินราช” ที่สร้างโดย “หลวงปู่เผือกวัดกิ่งแก้ว” สมุทรปราการเมื่อปี ๒๔๘๖ เพื่อแจกอาสาสมัครไปรบ สงครามอินโดจีน องค์แรก “เนื้อเงิน” องค์ที่สอง “เนื้อทองผสม” ส่วนสภาพขอเรียนว่าแทบ ไม่ผ่านการใช้จึงงามชนิดไม่ค่อยมีให้ พบเห็นเลยละกัน ส่วนสองเหรียญนี้ก็ต้องให้ชมเพราะเป็น เหรียญยอดนิยม แถมอมตะตลอดกาล “หลวงพ่อทวดวัดช้างให้” ที่สภาพสวยมากเหรียญแรกรุ่น “เลื่อนสมณศักดิ์” ที่ “พระอาจารย์ทิม” สร้างเป็นที่ระลึกคราวที่ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น “พระครูวิสัยโสภณ” เมื่อปี ๒๕๐๘ ด้วย เนื้ออัลปาก้าซึ่งรุ่นนี้ ข้าราชการ นิยมกันมากเพราะมีคติความเชื่อใครมีบูชาจะได้ เลื่อนตำแหน่ง สูงขึ้นสมบัติของผู้อ่านทางบ้าน “จีระพงษ์ บูรณศิลปิน” และเหรียญรุ่นนี้เรียกว่า “เสมาขี่คอ” ที่วัดช้างให้สร้างด้วย เนื้อทองแดงกะไหล่เงิน เมื่อคราวมีงานฉลอง พระสถูปหลวงพ่อทวด ในปี ๒๕๐๙ และเพราะสภาพยังงามมาก “พ.อ.เชิงชาย กระตุฤกษ์” จึงนิมนต์ขึ้นคอเพราะเยี่ยมยอดด้าน นิรันตราย ปิดท้ายด้วยเหรียญใหม่ “เหรียญหลวงปู่คำพันธ์ โฆสะปัญโญวัดธาตุมหาชัย นครพนม” รุ่น “อุดมความสุขเนื้อทองแดงผิวไฟ” ที่สร้างเมื่อปี ๒๕๔๐ บรรดาศิษย์ทุกสายกำลังนิยมเพราะมีประสบการณ์ทั้ง แคล้วคลาด ปลอดภัย ส่วนหนังสือรวมภาพวัตถุมงคลและชีวประวัติ “หลวงพ่อแดงวัดเขาบันไดอิฐ” ยอดเกจิอาจารย์แห่ง จ.เพชรบุรี ที่ได้ชื่อว่ายอดเยี่ยมด้าน “มหาอุด” จัดทำโดย “กฤตฤชา สีดอกบวบ” เสร็จสมบูรณ์แล้วมีให้ดูและชมตามแผงหนังสือพระทั่วไทย

เดลินิวส

ดังขลังดี / พระสมเด็จรุ่นรัศมีโภคทรัพย์ วัดป่าวังน้ำเย็น มหาสารคาม

พระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ' เป็นพระเกจิอาจารย์รุ่นใหม่ ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากคนในพื้นที่อำเภอเมืองมหาสารคาม ท่านสืบทอดปฏิปทาและวิทยาคมจาก หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ วัดธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม พระเกจิชื่อดังของภาคอีสาน
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบูรพาเทพนิมิต อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ และเจ้าอาวาสวัดป่าวังน้ำเย็น ต.เกิ้ง อ.เมือง จ.มหาสารคาม
วัตถุมงคลของพระอาจารย์สุริยันต์ ที่คณะศิษยานุศิษย์และญาติโยมผู้เลื่อมใสศรัทธา ร่วมใจจัดสร้างวัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงมาก คือ เหรียญรูปเหมือนรุ่นแรกของท่าน
แต่ที่กำลังมาแรงและได้รับความสนใจจากบรรดาเซียนพระในพื้นที่อีกรุ่นหนึ่ง คือ "พระสมเด็จสายรุ้งรัศมีโภคทรัพย์" นับเป็นพระสมเด็จรุ่นแรกของท่าน จัดสร้างขึ้นในปี2552 จำนวน 999 องค์ วัตถุประสงค์เพื่อหาจตุปัจจัยสมทบทุนก่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรมไม้สักทองเสา 108 ต้น
สำหรับมวลสารที่นำมาจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นนี้ ได้มาจากมวลสารเก่าที่พระกัมมัฏฐานวัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร ได้ปลุกเสกไว้ตั้งแต่ปี 2539 โดยคณะศิษยานุศิษย์ได้นำมาถวายให้วัดป่าวังน้ำเย็น เพื่อจัดสร้างเป็นพระสมเด็จรัศมีโภคทรัพย์
สำหรับพระสมเด็จรุ่นนี้ ด้านหน้าเป็นพุทธศิลปะสวยงามมากวรรณะขององค์พระออกสีชมพู มีเส้นเล็ก ประกอบด้วย สีเขียว สีแดง สีเหลืองพุ่งออกมาจากองค์พระลักษณะเป็นริ้วสายรุ้ง
ส่วนด้านหลังเป็นยันต์มหาปรารถนา อ่านว่า "โน เย นะ เย โน ชิ นะ ยา ชิ มา นิ ทิ ปะ สิ วะ ภา ทิ ปะ สิ" เป็นยันต์ที่มีพุทธคุณครอบคลุมทุกด้าน จากด้านขวาขององค์พระโค้งขึ้นไปด้านบนวนไปทางด้านซ้ายมีข้อความอ่านว่า วัดวังน้ำเย็น ต.เกิ้ง อ.เมืองมหา สารคาม และจากด้านขวาลงไปด้านล่างวนขึ้นไปด้านซ้ายอ่านว่า "พระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ"
สำหรับพิธีพุทธาภิเษก จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ภายในวัดป่าวังน้ำเย็น โดยมีพระเกจิอาจารย์ที่ร่วมพิธีพุทธาภิเษก อาทิ หลวงปู่เฉย วัดสระเกษ อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น หลวงปู่คำบุ จ.อุบล ราชธานี, หลวงปู่หนูอินทร์ กิตติสาโร จ.กาฬสินธุ์ เป็นต้น

ประกอบพิธีพุทธาภิเษกต่อเนื่องตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 หลังเสร็จพิธีได้เปิดให้พุทธศาสนิกชนเช่าบูชาองค์ละ 199 บาท ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากพุทธศาสนิกชนสูงมาก
พระสมเด็จรัศมีโภคทรัพย์ วัดป่าวังน้ำเย็น เป็นวัตถุมงคลที่พิธีพุทธาภิเษกดี และ วัตถุประสงค์จัดสร้างชัดเจน เป็นวัตถุมงคลอีกรุ่นหนึ่งของจังหวัดมหาสารคาม ที่มีอนาคตไกล ราคาเช่าหาเริ่มขยับสูงขึ้นอยู่ที่หลักร้อยกลาง

ขวัญบัว บัวเพ็ง/www.mongkhonphra.com

สยามรัฐ

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สายตรง คนนิยมพระ วันที่ 5 มิถุนายน 2554

“สายตรงคนนิยมพระ” อาทิตย์ที่ ๕ มิถุนายน จากวันนี้ก็เหลืออีกแค่ ๒๘ วัน สังคมไทยก็จะมีการ “เลือกตั้ง” เพื่อหา “ผู้อาสา” มาทำหน้าที่ “นายกรัฐมนตรีบริหารชาติ” ขณะที่ “ภาคใต้” ของแผ่นดินไทยยังร้อนระอุจาก โจรใต้ ลอบวาง “ระเบิดรายวัน” แต่ผู้บริหารชาติทุกภาคส่วน สิ้นหนทางแก้ ได้แต่ปล่อยให้ “ชาวใต้” ดำรงชีวิตแบบ หวาดผวา อนิจจา!!! ประเทศไทย ไร้คนมีฝีมือ โดยแท้เลย “พระแท้พระสวย” ที่นำเป็น “องค์ครู” วันนี้ยังคงเป็น “ยอดพระ” ที่ออกมาเคลื่อนไหวเป็น “สมบัติผลัดกันชม” ยุคเงินนักการเมือง “สะพัด” โดยหลาย ๆ องค์ “นักการเมือง” แอบบูชาไว้จึงอาศัย ชื่อผู้อื่น เป็นเจ้าของแทนเพราะกลัวคำครหา “ตะวันบูรพา” เลยได้แต่ตอบสนองเพราะแต่ละองค์ “แท้พันเปอร์เซ็นต์” องค์แรก ที่ขอประเดิมก่อนใครและต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ของ นักการเมือง แต่เป็นของ “มือปราบ” จากตำรวจภูธรภาค ๑ “พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง” ที่อยู่ระหว่างตามติดพิชิตคดี “ยิงนักการเมือง” ในเขต ภูธรภาค ๑ หลายคดีเลยมี “ยอดพระ” ที่นักสะสมทุกระดับต่างใฝ่ฝันต้องการเป็นเจ้าของคือ “พระสมเด็จวัดระฆัง” ธุดงค์มาจำพรรษาด้วยเป็นประจำ ล่าสุดมีวาสนาได้ครอบครองอีกองค์เพราะเพื่อนพ้องมอบนิมนต์มาเป็น “ของขวัญ” โดยตั้งกติกาไว้ว่าหากเบื่อเมื่อไหร่ยินดีบูชาคืนทันที “ท่านรองแจ๊ส” ก็โอเคเพราะเป็นยอดพระที่สร้างขึ้นโดย “สมเด็จพระพุฒาจารย์โต วัดระฆัง” ที่เชื่อกันว่าใครได้นิมนต์ห้อยคอเป็น “สิริมงคล” แก่ตัวเองมากเลย ยังเป็นนักสะสมมือฉมังอีกคน “เสี่ยธนพล สุขเวสโก” ล่าสุดนิมนต์ “พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ทรงเจดีย์” ที่ผ่านการใช้แต่สภาพยังดูดีเพราะ ไม่หัก ไม่อุด ไม่ซ่อม มาเป็นสิริมงคลต้อนรับกรณีที่ คนนอนข้าง ๆ มีอาการโอ้กอ้ากตามประสา คนแพ้ท้อง นั่นแล องค์ต่อมาเป็นยอดพระจากสำนัก “วัดระฆัง” เช่นกันแต่เป็นพระตระกูล “ปิลันทน์พิมพ์ซุ้มประตู” ยอดนิยมอันดับ ๑ ของพระตระกูลนี้ที่ “สมเด็จพระพุทธบาทปิลันทน์” ผู้เป็นศิษย์เอก “สมเด็จโต” รังสรรค์ขึ้นด้วย “เนื้อผงใบลานเผา” หลังดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดระฆัง ต่อจาก “สมเด็จโต” ซึ่งองค์นี้นอกจากสภาพ แชมป์ แล้วยังดูสุดง่ายไร้ข้อกังขาเพราะยังมี “คราบกรุ” ให้เห็นทั้งด้านหน้าด้านหลังเดิมเป็นสมบัติของ “เซียนใหญ่” แต่เข้าตาพระเอก “อัศวิน ทองประเสริฐ” ที่ยึดตำแหน่ง “นักสะสมหน้าใหม่ใจถึงมือหนัก” ไปครองจึงนิมนต์เป็นสมบัติอีกองค์ ส่วนนักสะสมเจ้าของเครื่องหมายการค้า “เซียนพันธุ์แท้ตัวจริง” ที่ชื่อ “ต้น ท่าพระจันทร์” ก็ยังมียอดพระราคา “หลักล้าน” ธุดงค์มาจำพรรษาด้วยอยู่เนือง ๆ โดยองค์ล่าสุดเป็นยอดพระรูปหล่อโบราณจากเมืองพิจิตร “หลวงพ่อเงินวัดบางคลานพิมพ์ขี้ตาสามชาย” ที่ “หลวงพ่อเงินวัดบางคลาน” อีกศิษย์เอก “สมเด็จโต” สร้างสรรค์ขึ้นด้วยเนื้อ “ทองผสม” ที่แม้จะผ่านการใช้มาบ้างแต่สภาพโดยรวมยัง “งามจัด” เช่นกัน อีกองค์ที่หาชมยากเพราะเป็น “เหรียญล้อแม็ก” ที่ยอดเกจิฝั่งธนบุรี “หลวงปู่โต๊ะวัดประดู่ฉิมพลี” จัดสร้างขึ้นเพียง ครั้งเดียว เมื่อปี ๒๕๑๘ ด้วย “เนื้อทองคำ” แถมสร้างไว้ไม่มากจึงพบเห็นยากประกอบกับ “ของเก๊” มีเกลื่อนตลาดจึงต้องระวังเพราะ “ของแท้” ต้องสังเกต “โค้ดตัวนะ” ตรงขอบเหรียญจะได้ไม่ผิดพลาดกับการบูชาสมบัติของ “ต้น ท่าพระจันทร์” เช่นกัน
องค์นี้ก็ต้องให้ชม “พระวัดพลับพิมพ์สมาธิใหญ่” ที่ “สมเด็จพระ สังฆราชองค์ที่ ๔” (สุก ไก่เถื่อน) แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ สร้างสรรค์ขึ้นเมื่อครั้งยังเป็นเจ้าอาวาส “วัดพลับ” (ราชสิทธาราม) เนื่องจาก “ฟอร์มดี” เพราะองค์พระได้สัดส่วน “เสี่ยธนพล สุขเวสโก” จึงควักเงินแสนบูชาเป็น “ของขวัญ” ทายาทคนแรกที่จะลืมตาดูโลกในอีก ๖ เดือน ข้างหน้า และองค์นี้นาน ๆ จึงจะเจอ “ของแท้” เลยต้องนำมาให้ชม “พระท่ามะปรางเนื้อดินพิมพ์จิ๋ว” ที่ขึ้นจากกรุ วัดพระศรีมหาธาตุ กำแพงเพชร องค์นี้แม้จะผ่านการใช้มาพอสมควรแต่สภาพยัง สวยสมบูรณ์ พร้อมเสริมให้เป็น พระดูง่าย เพราะ เนื้อจัดมาก เลยกลายเป็น “พระหวง” ของเซียนใจถึงมือหนักที่ชื่อ “เทพ กำแพง” หันมาชมเหรียญหลักแสนกันบ้าง “เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อคงวัดบางกะพ้อม” ที่สร้างเมื่อปี ๒๔๘๘ ในคราวฉลองหลวงพ่ออายุครบ ๗๗ ปี ด้วยเนื้อ ทองแดงรมดำ ปัจจุบันหากสภาพสวยสมบูรณ์ราคา เฉียดล้าน ส่วนเหรียญนี้มีตำหนิเล็กน้อยจากการ ปั๊มเหรียญ แต่ก็เป็นเหรียญ แท้ดูง่าย เซียนพันธุ์แท้ตัวจริง“ต้น ท่าพระจันทร์” จึงนิมนต์มาคล้องคอเพราะเป็น “เหรียญเบญจภาคี”นั่นเอง องค์นี้ก็ต้องให้ชม “พระชินราชใบเสมาพิมพ์ใหญ่เนื้อชินเงิน” ที่พบจากกรุ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุฯ และสันนิษฐานกันว่า“สมเด็จพระมหาธรรมราชา” พระราชบิดา “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช”ทรงสร้างขึ้นเมื่อครั้งเสด็จไปครองเมือง พิษณุโลก องค์นี้สภาพสวยจัดจึงติดที่ ๑ จากงานประกวดที่ จ.สุพรรณบุรี สมบัติของ “ท่านทนายชูชัย เอกเบญจพร” ปิดท้ายด้วย “เครื่องรางของขลัง” ประเภท “ตะกรุด” ที่สร้างโดย “เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง” หรือ “พระครูสุนทรธรรมกิจ” (หลวงปู่หยอดวัดแก้วเจริญ) อดีตเกจิดังของเมือง สมุทรสงคราม ด้วย “เนื้อเงินถักเชือกไม่ทารัก” บรรดาศิษย์นำติดตัวแล้วมี “ประสบการณ์” ทั่วหน้าจึงเรียกขานว่า “ตะกรุดมหาระงับปราบหงสา” เพราะอาราธนา “ออกศึก” ครั้งใดศัตรูพ่ายราบคาบสมบัติของ “ปัญญา สรรเพชรวิทยา” หรือ “กางเขนดง” ที่มีครอบครองถึง ๒ ดอก น่าอิจฉาจริง ๆ เลย

ตะวันบูรพา เดลินิวส์

หินรอยพระร่วง และ...สิ่งศักดิ์สิทธิ์ริมแม่น้ำแควน้อย





คมชัดลึก :แม่น้ำแควน้อย เกิดจากเทือกเขาหลวงพระบาง เขตติดต่อระหว่าง อ.นครไทย จ.พิษณุโลก กับ อ.นาแห้ว จ.เลย เมื่อเข้าสู่ จ.พิษณูโลก ไหลผ่าน อ.นครไทย อ.ชาติตระการ อ.วัดโบสถ์ และ อ.พรหมพิราม ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำน่าน หรือแควใหญ่ ที่หน้าวัดเกาะแก้ว หลวงพ่อพระอุปัชฌาย์แจง ธมฺมโชโต เจ้าของตะกรุดพวงสามอันเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ ก่อนที่จะไหลเป็นแม่น้ำน่านผ่านใจกลางเมืองพิษณุโลกปฐมเหตุของภูมินาม เมืองพิษณุโลก อีกนามหนึ่งว่า เมืองอกแตก มีความยาวทั้งสิ้น ๑๗๕ กิโลเมตร

หิ้งพระ โต๊ะหมู่บูชาโมเดิร์น ทันสมัย พร้อมส่งทั่วประเทศ ดีไซน์ก็ดี ราคาก็ถูกใจ ซื้อได้เลย!innolifefurniture.com/buddha.html

สองฟากฝั่งของแม่น้อยแควน้อยมีโบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่ศักดิ์สิทธิ์ ควรแก่การสักการบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เป็นยิ่งนัก กล่าวคือ

หินรอยพระร่วงกลางแม่น้ำแควน้อยในหุบเขานครชุม อ.นครไทย ตำนานกล่าวว่า พ่อขุนบางกลางท่าว หรือพระร่วง เจ้าเมืองบางยาง ได้เสด็จมาเยื่ยมชมการฝึกทหารของขุนหาญห้าว ทหารเอกผู้รักษาเมืองหน้าด่านนครชุม ขณะทรงข้ามน้ำได้ประทับรอยพระบาทไว้บนก้อนหินขาดใหญ่ กลางแม่น้ำแควน้อยในหุบเขานครชุม ทั้งนี้ขุนหาญห้าวขึ้นไปอาบน้ำทิพย์ บนผายอดเขาโปกโล้น หลังวัดนาลานข้าว ซึ่งเดิมเป็นวัดร้างป่ารก ชาวบ้านล่าสัตว์ใช้อาวุธปืนยิงกระต่าย กวาง ที่วิ่งหนีเข้าไปที่โคกไม้รกแต่ปืนยิงเท่าไรก็ยิงไม่ออกจึงถางป่าพบพระพุทธรูปศิลาสองพี่น้อง มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นยิ่งนัก จึงบูรณะเป็นวัดในปัจจุบัน

ครั้งนั้นขุนหาญห้าวอาบน้ำทิพย์แล้วหายจากโรคผิวหนัง มีวรรณกายผ่องอำไพงดงามดุจทองลงเขามาภรรยาจำเกือบไม่ได้ จำได้เฉพาะผ้าคาดเอวและด้ามมีด ชาวบ้านจึงเรียกว่าน้ำบ่อทอง เนื่องจากเป็นน้ำซับที่ไหลซึมออกมาจากโพรงบ่อหินบนยอดผาสูงเกือบ ๔๐๐ เมตร ไม่มีวันแห้ง น้ำใสมีสีอมเหลืองเล็กน้อย และเรียกขุนหาญห้าวว่า ปู่หลวงนครชุมรูปงาม ปัจจุบันมีการสร้างศาลปู่หลวงนครชุม ไว้สักการบูชาถึง ๔ แห่ง

ที่เมืองบางยาง ซึ่งเป็นเมืองใหญ่แต่โบราณ ริมแม่น้ำแควน้อย มีป่ายางอุดมสมบูรณ์ ตัวเมืองโบราณมีพื้น ๑๔๒ ไร่ ที่มีคูน้ำคันดิน เป็นปราการสามชั้น หรือนิยมเรียกว่า ตรีบูร ในอดีตเคยเป็นดินแดนที่พุทธศาสน์รุ่งเรือง มีวัดร้าง สิ้นสภาพ และวัดในปัจจุบันถึง ๓๐ วัด ปรากฏร่องรอยอารยธรรมมนุษยก่อนประวัติศาสตร์ คือศิลปะผนังถ้ำ ปรากฏถึง ๔ แห่ง มากที่สุดในประเทศไทย มีหลวงพ่อเพชร วัดหน้าพระธาตุ พระพุทธรูปศิลาใบเสมา ศิลปะทวารวดี หลวงพ่อนาค วัดกลาง พระพุทธรูปนาคปรกศิลปะลพบุรี มีประเพณีการแข่งขันเรือยาว การเล่นเพลงเรือ และศิลปวัฒนธรรมวิถีชีวิตอันดีงาม มีสำเนียงภาษาที่มีอัตลักษณ์ของตนเอง

ในช่วงที่แม่น้ำแควน้อยไหลเขาสู่เขต อ.ชาติตระการ มีแม่น้ำภาคซึ่งไหลผ่านวัดบ้านดงศรีบุญเรือง ของพระอตมเถราจารย์ชื่อดังของเมืองพิษณุโลก คือ หลวงพ่อพระอุปัชฌาย์เรือง เจ้าของตะกรุดโทนผาบาตร ขนาดยาว ๗ นิ้ว ที่โด่งดังเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่หุย วัดหัวร้อง (วัดใต้) และพระครูวินิจศีลขันธ์ วัดกลาง สองพระอมตเถราจารย์ผู้เรืองอาคมแห่งเมืองบางยาง หรือ อ.นครไทย ในปัจจุบันไหลมาบรรจบและไหลเข้าสู่เขต อ.วัดโบสถ์ อันเป็นที่ตั้งของเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕ ในโอกาสเสด็จฯ ไปทรงเปิดเขื่อนนเรศวร อ.พรหมพิราม เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง เป็นแหล่งเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว เป็นการพัฒนายั่งยืนให้แก่ชาวพิษณุโลกและใกล้เคียง มีหลวงพ่อพุทธโสภณ พระพุทธรูปสุโขทัยสำริด ที่พบที่วัดร้างใกล้เขื่อนแควน้อย ปัจจุบันอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดทับยายเชียง อ.พรหมพิราม

นอกจากนี้ยังมีพระบรมธาตุพันปี วัดเสนาสน์ ตามตำนานพระมหาไหล่ลาย อัญเชิญมาบรรจุไว้ พร้อม หลวงพ่อพระแก้วมณี พระพุทธรูปรัตนชาติศักดิ์สิทธิ์คู่วัดเสนาส์ ตลอดจนหลวงพ่อพระลอย พระพุทธรูปสุโขทัยสำริด ปรากฏตำนานอัศจรรย์ ลอยน้ำมาต้องบวงสรวงใช้สายสิญจน์ผูกอัญเชิญขึ้นประดิษฐานไว้ที่วัดนาขามจวบจนปัจจุบัน

หลวงพ่อเหลือ พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยสำริด แห่งวัดบ้านน้อย ที่ถูกโจรใจบาปตัดเศียรทุบทำลายหลายครั้ง แต่นำชิ้นส่วนออกจากวัดไปไม่ได้และมีอันเป็นไป ชาวบ้านจึงนำชิ้นส่วนขององค์พระมาบูรณะซ่อมต่อเป็นองค์จนสมบูรณ์ ปฐมมงคลนามว่า หลวงพ่อเหลือ เป็นที่เคารพสักการบูชาเป็นยิ่งนัก

แม้น้ำแควน้อยไหลผ่านหน้าวัดโบสถ์ ตลาดอำเภอวัดโบสถ์ซึ่งประดิษฐานหลวงพ่อโต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นปฐมเหตุทำให้หลวงพ่อพระอุปัชฌาย์แจง วัดเกาะแก้ว ครั้งเป็นพระบวชใหม่ๆ ได้มาช่วยสร้างสะพานข้ามแม่น้ำหน้าวัดโบสถ์ (หลวงพ่อโต) ได้พบหลวงพ่อพระอุปัชฌาย์เรือง วัดบ้านดงศรีบุญเรือง ซึ่งได้กล่าวชื่มชมพระภิกษุแจงว่า ภายหน้าจะมีชื่อเสียงเกียรติคุณโด่งดัง หลวงพ่อแจงจึงได้มีโอกาสศึกษาอาคมกับหลวงพ่อเรือง ซึ่งยันต์ลงตะกรุดหลวงพ่อเรือง เป็นยันต์ตำราเดียวกับ หลวงพ่อเงิน บางคลาน เชื่อกันว่าเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน

อย่างไรก็ตามระหว่างวันที่ ๑๔-๑๕ เมษายนนี้ ในงานประเพณีแข่งเรือยาวสงกรานต์ สรงน้ำพระมหาธาตุพระพุทธชินราช พิษณุโลก ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่แม่น้ำน่านหน้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) พร้อมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พิษณุโลกใต้ร่มพระบารมี ภูมิพลจักรีวงศ์ทรงพระเจริญ และนิทรรศการศิลปะพระเครื่องเมืองพิษณุโลก โดยนายขวัญทอง สอนศิริ หรือ อ.โจ้ อาจารย์ประจำศูนย์พิษณุโลกศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือ จ.พิษณุโลก ร่วมกับชมรมพระเครื่องพระพุทธชินราช พิษณุโลก โดยนายบุญมี ปิงวงษ์ และเต้ พิษณุโลกให้ชมในงานแข่งเรือสงกรานต์ เมืองพิษณุโลก แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนประวัติศาสตร์ ราชธานีสองแผ่นดิน

"พ่อขุนบางกลางท่าว หรือพระร่วง เจ้าเมืองบางยาง ได้เสด็จมาเยื่ยมชมการฝึกทหารของ ขุนหาญห้าว ทหารเอกผู้รักษาเมืองหน้าด่านนครชุม ขณะทรงข้ามน้ำได้ประทับรอยพระบาทไว้บนก้อนหินขาดใหญ่ กลางแม่น้ำแควน้อยในหุบเขานครชุม"

เรื่อง - ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู